หอเอนเมืองปีซา (The Leaning Tower of Pisa) | |
| หอเอนเมืองปีซา ตั้งอยู่ที่เมืองปีซา ประเทศอิตาลี เป็นหอทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสูง 181 ฟุต เริ่มสร้างเมื่อค.ศ. 1174 แต่การก่อสร้างต้องหยุดชะงักลงเมื่อก่อสร้างไปได้ประมาณ 4-5 ชั้น เนื่องจากพื้นดินใต้อาคารเริ่มยุบลงจากการที่รากฐานของอาคารไม่มั่นคงพอ อย่างไรก็ตามต่อมาได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมจนเสร็จสิ้นเรียบร้อยเมื่อปีค.ศ. 1350 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงบางส่วนของโครงสร้างด้านบนไปจากแผนผังเดิมเพื่อถ่วงดุลกับการเอียงของหอ โดยรวมระยะเวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 176 ปี แต่ตัวหอก็ยังเอนไปจากแนวตั้งฉากถึง 14 ฟุตปัจจุบันนี้ได้ปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมข้างบนแล้ว เนื่องจากว่าหอจะเอนลงเรื่อยๆ ซึ่งบรรดาวิศวกรกำลังหาทางที่จะหยุดยั้งการเอนและอนุรักษ์ให้มีสภาพเอียงไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ชมไปอีกนานๆ สำหรับหอเอนปิซานี้ภายในมีเสาหินอ่อนที่สลักลวดลายด้วยฝีมือจิตรกรชื่อดังแห่งยุคได้สลักลวดลายไว้สวยงามมาก ณ ที่หอเอนปิซาแห่งนี้เป็นที่ที่กาลิเลโอขึ้นไปทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับแรงดึงดูดของโลก | |
บล็อกเพื่อการเรียนรู้ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนตากพิทยาคม
วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
หอเอนเมืองปีซา
วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
กิจกรรมท้ายหน่อยข้อ 1-9
1.กระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศคืออะไร มีองค์ประกอบอ่ะไรบ้าง
ตอบ คือกระบวนการจัดการข้อมูลข่าวสารโดยการนำเข้าข้อมูลดิบ ให้ผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อเพิ่ม คุณค่าให้แก่ข้อมูล มีองค์ประกอบคือ การรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบ การประมวลผล และการเผยแพร่สารสนเทศ
2.จงให้คำนิยามของสิ่งต่อไปนี้ พร้อมแสดงให้เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
ตอบ 1) ข้อมูล = เป็นข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต้องผ่านการประมวลผลให้เป็นสารสนเทศก่อน
2) สารสนเทศ = คือข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้ว ทำให้เราได้รับความรู้จากสารสนเทศนั้นๆ
3) ความรู้ = สิ่งที่เราได้รับรู้แล้วเป็นประโยชน์จากสารสนเทศ
3.จงยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของ นร. ว่า ความรู้ช่วยในการตัดสินใจอย่างไร
ตอบ เช่นในการทำงาน เราต้องใช้ความรู้ในการตัดสินใจว่า งานของเราน่าจะออกมาเป็นแบบนี้หรือแก้ไขอย่างไร
4.การเก็บรักษาข้อมูลและสารสนเทศมีวิธีการอย่างไร และเก็บไว้เพื่อประโยชน์อะไร
ตอบ เก็บโดยการสำเนาข้อมูลไว้และหมั่นตรวจสอบฐานข้อมูล เพื่อ รักษาข้อมูลที่เป็นประโยชน์
5.จากการเผยแพร่สารสนเทศมีวัตถุประสงค์อย่างไร และต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง
ตอบ เพื่อต้องการให้คนอื่นได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ต้องคำนึงเกี่ยวกับ การกำหนดวัตถุประสงค์ คำนึงถึงกลุ่มเป้าหมาย ต้องเลือกใช้สื่อและรูปแบบที่เหมาะสม และคำนึงถึงประเด็นทางกฎหมาย
6.จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เมื่อนักเรียนพบปัญหา ตามปกตินักเรียนจะหาคำตอบให้แก่ปัญหานั้นด้วยวิธีใดบ้าง จงบอกมา 3 วิธี พร้อมทั้งบอกว่าแต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียอย่างไร
ตอบ คิดด้วยตัวเอง - ทำให้เรามั่นใจในวิธีการของเรา แต่ อาจมีข้อบกพร่องเยอะ
ช่วยคิดกับเพื่อน - ทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ อาจเกิดข้อโย้แย้งขึ้นได้
ขอคำปรึษาจากอาจารย์ - ทำให้ได้วิธีการที่น่าจะเป็นไปได้และน่าเชื่อถือ บางทีอาจเป็นวิธีการที่ยากๆ
7.ปัญหาง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน จำเป็นต้องใช่วิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบหรือไม่ เพราะเหตุใด
ตอบ จำเป็นเพราะ บางทีปัญหาง่ายๆถ้าผิดพลาดไปอาจเกิดผมเสียหายมาก
8.การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบมีขั้นตอนและวิธีการอย่างไร จงอธิบาย และมีประโยชน์อย่างไร
ตอบ 1.วิเคราะปัญหา > หาแนวทางแก้ปัญหา > กำหนดรายละเอียดในการแก้ปัญหา > พิจารณาแนวทางแก้ปัญหา > พิจารณามาตรการแก้ปัญหาว่าเพียงพอหรือไม่ จึงทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีระบบ
9.จงยกตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการแก้ปัญหาที่นักเรียนได้พบเห็นมาโดยเล่าเรื่องราวพอสังเขปและวิจารณ์ว่าเป็นการแก้ปัญหาที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะเหตุใด
ตอบ เรื่องการซ่อมท่อน้ำทิ้ง โดยช่างวางแผนอย่างเป็นระบบแต่ ก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุจึงไม่เหมาะสม เพราะควรแก้ที่ต้นเหตุ
ตอบ คือกระบวนการจัดการข้อมูลข่าวสารโดยการนำเข้าข้อมูลดิบ ให้ผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อเพิ่ม คุณค่าให้แก่ข้อมูล มีองค์ประกอบคือ การรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบ การประมวลผล และการเผยแพร่สารสนเทศ
2.จงให้คำนิยามของสิ่งต่อไปนี้ พร้อมแสดงให้เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
ตอบ 1) ข้อมูล = เป็นข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต้องผ่านการประมวลผลให้เป็นสารสนเทศก่อน
2) สารสนเทศ = คือข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้ว ทำให้เราได้รับความรู้จากสารสนเทศนั้นๆ
3) ความรู้ = สิ่งที่เราได้รับรู้แล้วเป็นประโยชน์จากสารสนเทศ
3.จงยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของ นร. ว่า ความรู้ช่วยในการตัดสินใจอย่างไร
ตอบ เช่นในการทำงาน เราต้องใช้ความรู้ในการตัดสินใจว่า งานของเราน่าจะออกมาเป็นแบบนี้หรือแก้ไขอย่างไร
4.การเก็บรักษาข้อมูลและสารสนเทศมีวิธีการอย่างไร และเก็บไว้เพื่อประโยชน์อะไร
ตอบ เก็บโดยการสำเนาข้อมูลไว้และหมั่นตรวจสอบฐานข้อมูล เพื่อ รักษาข้อมูลที่เป็นประโยชน์
5.จากการเผยแพร่สารสนเทศมีวัตถุประสงค์อย่างไร และต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง
ตอบ เพื่อต้องการให้คนอื่นได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ต้องคำนึงเกี่ยวกับ การกำหนดวัตถุประสงค์ คำนึงถึงกลุ่มเป้าหมาย ต้องเลือกใช้สื่อและรูปแบบที่เหมาะสม และคำนึงถึงประเด็นทางกฎหมาย
6.จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เมื่อนักเรียนพบปัญหา ตามปกตินักเรียนจะหาคำตอบให้แก่ปัญหานั้นด้วยวิธีใดบ้าง จงบอกมา 3 วิธี พร้อมทั้งบอกว่าแต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียอย่างไร
ตอบ คิดด้วยตัวเอง - ทำให้เรามั่นใจในวิธีการของเรา แต่ อาจมีข้อบกพร่องเยอะ
ช่วยคิดกับเพื่อน - ทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ อาจเกิดข้อโย้แย้งขึ้นได้
ขอคำปรึษาจากอาจารย์ - ทำให้ได้วิธีการที่น่าจะเป็นไปได้และน่าเชื่อถือ บางทีอาจเป็นวิธีการที่ยากๆ
7.ปัญหาง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน จำเป็นต้องใช่วิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบหรือไม่ เพราะเหตุใด
ตอบ จำเป็นเพราะ บางทีปัญหาง่ายๆถ้าผิดพลาดไปอาจเกิดผมเสียหายมาก
8.การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบมีขั้นตอนและวิธีการอย่างไร จงอธิบาย และมีประโยชน์อย่างไร
ตอบ 1.วิเคราะปัญหา > หาแนวทางแก้ปัญหา > กำหนดรายละเอียดในการแก้ปัญหา > พิจารณาแนวทางแก้ปัญหา > พิจารณามาตรการแก้ปัญหาว่าเพียงพอหรือไม่ จึงทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีระบบ
9.จงยกตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการแก้ปัญหาที่นักเรียนได้พบเห็นมาโดยเล่าเรื่องราวพอสังเขปและวิจารณ์ว่าเป็นการแก้ปัญหาที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะเหตุใด
ตอบ เรื่องการซ่อมท่อน้ำทิ้ง โดยช่างวางแผนอย่างเป็นระบบแต่ ก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุจึงไม่เหมาะสม เพราะควรแก้ที่ต้นเหตุ
วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2556
เข้าค่ายลูกเสือของ ม.2 ทีค่าย ต.ช.ด. กองร้อย 343
การเข้าค่ายครั้งนี้ทำให้ผมรู้ว่า การเข้าค่ายลูกเสือนั้นทำให้เราได้ฝึกความอดทนอดกั้น และความเสียสละ ความพยายาม และได้ทำอาหารด้วย การเข้าค่ายลูกเสือครั้งนี้
วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556
แก๊สโซลีน
น้ำมันเบนซิน ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา เรียกว่า แก๊สโซลีน ในประเทศเครือจักรภพอังกฤษเรียกว่า เพทรอล เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับใช้กับเครื่องยนต์สันดาปภายใน ชนิดเบนซีน
แก๊สโซลีนได้มาจากการนำน้ำมันองค์ประกอบ ที่ได้จากจากกระบวนการกลั่นน้ำมัน นำมาผสมสารเพิ่มคุณภาพ และสารเติมแต่ง เช่น MTBE, เอทานอล และสีย้อม
การวัดคุณภาพของน้ำมันเบนซิน ใช้ค่าออกเทน ซึ่งในสมัยก่อนใช้วิธีเติมตะกั่วลงไปเพื่อปรับค่าออกเทน แต่ต่อมาได้วิจัยพบว่าเป็นอันตรายต่อระบบประสาทของมนุษย์ ปัจจุบันจึงได้ใช้สาร MTBE (Metyl Tertiary Butyl Ether) แทน และมีชื่อเรียกในประเทศไทยว่า น้ำมันไร้สารตะกั่ว
ในประเทศไทย เรียกน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดนี้ว่าเบนซิน (Benzin, Bensin) ตามอย่างประเทศแถบยุโรป เช่น สแกนดิเนเวีย เยอรมนี
น้ำมันเบนซิน (gasoline) ส่วนประกอบ paraffin, aromatic, olefins และ ส่วนผสมจากกระบวนการปรับปรุงคุณภาพ ได้แก่ - LSR - Catalytic reformat - Catalytic cracked gasoline - Thermally cracked gasoline - Hydro cracked gasoline - Alkylate - Polymerized gasoline - Isomerizes gasoline สารเติมแต่งที่สำหรับ gasoline - Antiknock compound ใส่เพื่อเพิ่มค่าออกเทน ซึ่งเมื่อก่อนจะใช้สารพวกตะกั่วแต่ปัจจุบันยกเลิกแล้ว จึงหันมาใช้พวก organo-manganese compound แทน - Anti- Oxidant ใส่เพื่อป้องกันการเกิดยางเหนียว - Oxygenates จะช่วยลดปริมาณคาร์บอนและช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำมัน นอกจากนั้นยังช่วยเพิ่มค่าออกเทน - Paint ใส่เพื่อช่วยแยกเกรดของน้ำมัน - Detergent และ Dispersant จะช่วยให้เครื่องยนต์สะอาด ซึ่งจะเป็นสารพอลิเมอร์ชนิดพิเศษ วัตถุ
วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2555
โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์
โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Topology of LAN)
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
โครงงานบูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง เรื่อง เมี่ยงคำเมืองตาก
ที่มาและความสำคัญ
เนื่องจากเมี่ยงเต้าเจี้ยวเป็นอาหารพื้นเมือง
ประจำจังหวัดตาก เราจึงให้ความสำคัญเกี่ยวกับเมี่ยงเต้าเจี้ยวโดยการ
หาสูตรการทำเต้าเจี้ยว และ เมี่ยงเต้าเจี้ยว และหาความเป็น กรด-เบส ของเต้าเจี้ยว เพื่อความรู้ด้านวิทยาศาสตร์
ให้แก่คณะผู้ศึกษาและผู้อื่น
วัตถุประสงค์
1.เพื่อหาความเป็นกรด-เบสของเต้าเจี้ยว
2.เพื่อศึกษาและค้นคว้าสูตรการทำเต้าเจี้ยว
3.เพื่อศึกษาและค้นคว้าสูตรการทำเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตาก
ประโยชน์ที่คาดว่าน่าจะได้รับ
1.ทำให้เราได้รู้ความเป็น กรด-เบส ของเต้าเจี้ยว
2.ทำให้เรารู้สูตรการทำเต้าเจี้ยว
3.ทำให้เรารู้สูตรการทำเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตาก
สมมติฐานงานวิจัย
1.ในการหมักเต้าเจี้ยวค่า
pH จะลดลงวันละ 1
ขอบเขตงานวิจัย
พื้นที่ศึกษา
โรงเรียนตากพิทยาคม
ช่วงเวลาที่ทำงานวิจัย
13 – 21 ธันวาคม 2555
ตัวแปรที่ต้องศึกษา
ตัวแปรต้น -ระยะเวลาในการหมักเต้าเจี้ยว
ตัวแปรตาม -ความเป็น
กรด-เบส ของเต้าเจี้ยว
ตัวแปรควบคุม -ระยะเวลาในการหมัก-ทดสอบ
เต้าเจี้ยว
สิ่งที่ต้องการตรวจวัด
ความเป็นกรด
– เบส ของเต้าเจี้ยว โดยใช้กระดาษอินดิเคเตอร์ตรวจ
วัสดุและอุปกรณ์ 1.ถั่วเหลือง 2.แป้งสาลี
3.หม้อ,เตาแก๊ส 4.กระด้ง
5.ไห 6.ผ้าขาวบาง
7.เครื่องตรวจสอบค่า
pH 8.น้ำเกลือ
วิธีการทดลอง
1.ศึกษาสูตรการทำเต้าเจี้ยวโดย ศึกษาจากอินเตอร์เน็ท และสอบถามจากผู้รู้
2.นำถั่วเหลืองมาต้มในน้ำร้อนประมาณ 3-4 ชม. แล้วนำไปผึ่งให้เย็น
3.นำแป้งสาลีไปคั่วไฟ
จนเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ
4.นำเชื้อรา
แป้งสาลี ถั่วเหลือง มาคั่วให้เข้ากัน แล้วนำไปใส่กระด้ง แล้วเอาผ้าขาวบางมาปิด
หมักนาน 3-4 วัน
5.เมื่อหมักเสร็จแล้วให้นำไปหมักไว้ในไหต่อ
แล้วเติมน้ำเกลือลงไปพอท่วมถั่วเหลือง หมักประมาณ 45 วัน
6.นำเต้าเจี้ยวที่ได้ไป
ทดสอบความเป็นกรด-เบส โดยใช้เครื่องตรวจค่า pH วัดวันละ
1 ครั้ง
7.ศึกษาสูตรการทำเต้าเจี้ยวเมืองตาก
แผนการดำเนินงาน
วัน / เดือน / ปี
|
ลำดับขั้นตอน
|
13 ธันวาคม 2555
|
เริ่มศึกษาหัวข้อที่ได้รับจากครูประจำวิชา
|
14-15 ธันวาคม 2555
|
ค้นคว้าหาข้อมูลอย่างละเอียด และรวบรวมข้อมูลทั้งหมด
|
16 ธันวาคม 2555
|
|
17-20 ธันวาคม 2555
|
ดำเนินการตามแผนปฏิบัติงาน
-ทดลองและบันทึกผล
-จัดทำรูปเล่มรายงาน
|
21 ธันวาคม 2555
|
รวบรวม และ ตรวจสอบโครงงาน
|
รูปเมี่ยงเต้าเจี้ยวที่ได้ทำ
สิ่งที่ได้รับจากการสืบค้น
1.เราได้ทราบวิธีการผลิตเต้าเจี้ยว และ สูตรเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตากแล้ว
ผลค่า pH ของเต้าเจี้ยวในการหมักแต่ละวัน
ครั้งที่
|
ค่าความเป็นกรด – เบส
|
1
|
5
|
2
|
|
3
|
ผลที่ได้จึงไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
สรุปผลและข้อเสนอแนะ
สรุป
การวิจัยนี้ทำให้เรารู้จักกับทำเต้าเจี้ยว
และ สูตรเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตาก และทำให้เรารู้ว่า ค่าความเป็น กรด-เบส
ของเต้าเจี้ยวนั้น เป็นกรด แต่มีค่าไม่แน่นอน
ปัญหาในการจัดทำโครงงาน
ในการทำเต้าเจี้ยวและตรวจค่า
pH
นั้นใช้งบประมาณเยอะมาก
ข้อเสนอแนะ
1.ค่า pH
ของเต้าเจี้ยวนั้นควรหาค่าที่แน่นอนให้ได้
วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555
ประโยชน์ของพริก
พริก...ช่วยบรรเทาอาการไข้หวัด ช่วยให้ระบบการหายใจสะดวกสบายยิ่งขึ้น สารแคปไซซินที่อยู่ในพริกมีคุณสมบัติช่วยลดน้ำมูกหรือลดปริมาณสารที่ขัดขวางระบบการหายใจ ในผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด ไซนัส หรือโรคภูมิแพ้ต่างๆ ช่วยบรรเทาอาการไอ สารแคปไซซินเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของตัวยาหลายๆ ชนิด นอกจากนั้นสารเบตาแคโรทีนในพริกช่วยป้องกันการติดเชื้อต่างๆ ในบริเวณเนื้อเยื่อบุผนังช่องปาก จมูก ลำคอ และปอด พริก...ช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือด หรือการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองอุดตัน การบริโภคพริกเป็นประจำจะช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากการอุดตันของเส้นเลือด นับเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว เนื่องจากพริกช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้นและช่วยลดความดัน เพราะว่าในพริกมีสารจำพวกเบตาแคโรทีนและวิตามินซี ซึ่งช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรงเพิ่มการยืดตัวของผนังหลอดเลือด ทำให้ปรับตัวเข้ากับแรงดันระดับต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น พริก...ช่วยลดปริมาณสารคอเลสเตอรอล สารแคปไซซินช่วยป้องกันมิให้ตับสร้างคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-Low density lipoprotein) ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้มีการสร้างคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-high density lipoprotein) มากขึ้น ทำให้ปริมาณของไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดต่ำลง เป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค พริก...ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง เนื่องจากพริกเป็นพืชผักที่มีวิตามินซีสูง การบริโภคอาหารที่มีวิตามินซีมากๆ จะช่วยปกป้องการเกิดโรคมะเร็งได้ วิตามินซียับยั้งการสร้างไนโตรซามีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร วิตามินซีช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นส่วนประกอบของกระดูกอ่อน รวมถึงเป็นส่วนประกอบของผิวหนัง กล้ามเนื้อและปอด คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่สามารถหยุดกแพร่กระจายของเซลล์เนื้อร้ายได้ นอกจากนี้ วิตามินซียังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) คือสามารถยุติหรือขัดขวางบทบาทของอนุมูลอิสระ (free radicals) ที่จะก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์จนเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด สารเบตาแคโรทีนในพริกช่วยลดอัตราการเสี่ยงของโรคมะเร็งในปอด และในช่องปาก คนที่รับประทานผักที่มีสารเบตาแคโรทีนน้อย จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งมากกว่าคนที่รับประทานผักที่มีเบตาแคโรทีนสูงถึง 7 เท่า คุณสมบัติของสารเบตาแคโรทีนจะช่วยลดอัตราการกลายพันธุ์ของเซลล์และทำลายเซลล์มะเร็ง สำหรับพริกบางชนิดที่มีสีม่วงจะมีสารพวกแอนโทไซยานิน ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ คือ สามารถทำลายอนุมูลอิสระได้เช่นกัน พริก...ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด เช่น ลดอาการปวดฟัน บรรเทาอาการเจ็บคอ และการอักเสบของผิวหนัง เป็นต้น ในปัจจุบันมีการใช้สารแคปไซซินเป็นส่วนประกอบของขี้ผึ้ง ใช้บรรเทาอาการปวดอันเนื่องมาจากผดผื่นคันและอาการผื่นแดงบริเวณผิวหนัง รวมทั้งอาการปวดที่เกิดจากเส้นเอ็น โรคเกาต์ หรือโรคข้อต่ออักเสบ เป็นต้น นอกจากนี้ผลการทดลองใหม่ๆยังบ่งชี้ว่าสารแคปไซซินช่วยลดอาการปวดศีรษะและไมเกรนลงได้พริก...ช่วยเสริมสร้างสุขภาพและอารมณ์ดี เนื่องจากสารแคปไซซินมีส่วนในการส่งสัญญาณให้ต่อมใต้สมองสร้างสาร เอนดอร์ฟิน (endorphin มาจากคำว่า endogenous morphine) ขึ้น สารเอนดอร์ฟินเป็นเปปไทด์ขนาดเล็ก (โปรตีนสายสั้นๆ) มีคุณสมบัติคล้ายมอร์ฟีน คือ บรรเทาอาการเจ็บปวด ในขณะเดียวกันก็สร้างอารมณ์ให้ดีขึ้น ยิ่งรับประทานเข้าไปมากเท่าใด ร่างกายก็จะสร้างเอนดอร์ฟินขึ้นมามากขึ้นเท่านั้น ปกติร่างกายของคนเราจะสร้างสารเอนดอร์ฟินขึ้นภายหลังการออกกำลังกาย ดังนั้นการออกกำลังกายแม้จะทำให้ร่างกายเมื่อยล้า แต่ผู้ออกลังกายจะรู้สึกสดชื่นแจ่มใส ถ้าต้องการบรรเทาความเผ็ดของอาหารในปากควรดื่มแอลกอฮอล์ หรือรับประทานอาหารที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบมากกว่าการดื่มน้ำ เพราะการดื่มน้ำมีผลเพียงช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนได้เท่านั้น แต่ความเผ็ดก็ยังไม่ได้ลดลง เนื่องจากว่า น้ำ ละลายสารดังกล่าวได้ไม่ดี...นั่นเอง Tips เกณฑ์วัดระดับความเผ็ดร้อนสากลของพริกหรือผักผลไม้ที่มีสารแคปไซซินซึ่งให้ความเผ็ดร้อนนี้เรียกว่า สโกวิลล์ (Seoville) เป็นคำที่ตั้งขึ้นตามชื่อของผู้คิดค้นวิธีการวัดระดับนี้ ซึ่งก็คือ วิลเบอร์ ลินคอร์น สโกวิลล์ นักเคมีชาวอเมริกัน โดยเขาได้คิดค้นระดับวัดความเผ็ดนี้ขึ้นในปี ค.ศ. 1912 ขณะทำงานอยู่ที่บริษัทผลิตยา พาร์ก เดวิส เพื่อวัดความฉุนหรือความเผ็ดร้อนของพริกต่างชนิดกัน สำหรับความเผ็ดที่วัดได้จากพริกขี้หนูสวนบ้านเรานั้นจะอยู่ที่ 50,000-100,000 สโกวิลล์ ในขณะที่สารแคปไซซินบริสุทธิ์นั้นมีค่าประมาณ 15,000,000-16,000,000 สโกวิลล์ ส่วนพริกที่ได้รับการบันทึกลงในกินเนสส์บุ๊กว่าเผ็ดที่สุดในโลกก็คือ พริกฮาบาเนโร จากเรด ซาบีนา วัดค่าได้ถึง 350,000-577,000 สโกวิลล์...เลยทีเดียว
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)





