วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

หอเอนเมืองปีซา


 

      หอเอนเมืองปีซา  (The Leaning Tower of Pisa)

     หอเอนเมืองปีซา   ตั้งอยู่ที่เมืองปีซา   ประเทศอิตาลี   เป็นหอทรงกระบอก  8  ชั้น   สร้างด้วยหินอ่อนสูง  181  ฟุต   เริ่มสร้างเมื่อค.ศ.  1174   แต่การก่อสร้างต้องหยุดชะงักลงเมื่อก่อสร้างไปได้ประมาณ 4-5  ชั้น   เนื่องจากพื้นดินใต้อาคารเริ่มยุบลงจากการที่รากฐานของอาคารไม่มั่นคงพอ   อย่างไรก็ตามต่อมาได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมจนเสร็จสิ้นเรียบร้อยเมื่อปีค.ศ. 1350   ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงบางส่วนของโครงสร้างด้านบนไปจากแผนผังเดิมเพื่อถ่วงดุลกับการเอียงของหอ โดยรวมระยะเวลาก่อสร้างทั้งสิ้น  176  ปี   แต่ตัวหอก็ยังเอนไปจากแนวตั้งฉากถึง  14  ฟุตปัจจุบันนี้ได้ปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมข้างบนแล้ว   เนื่องจากว่าหอจะเอนลงเรื่อยๆ   ซึ่งบรรดาวิศวกรกำลังหาทางที่จะหยุดยั้งการเอนและอนุรักษ์ให้มีสภาพเอียงไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ชมไปอีกนานๆ   สำหรับหอเอนปิซานี้ภายในมีเสาหินอ่อนที่สลักลวดลายด้วยฝีมือจิตรกรชื่อดังแห่งยุคได้สลักลวดลายไว้สวยงามมาก   ณ  ที่หอเอนปิซาแห่งนี้เป็นที่ที่กาลิเลโอขึ้นไปทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับแรงดึงดูดของโลก

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

กิจกรรมท้ายหน่อยข้อ 1-9

1.กระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศคืออะไร มีองค์ประกอบอ่ะไรบ้าง
ตอบ     คือกระบวนการจัดการข้อมูลข่าวสารโดยการนำเข้าข้อมูลดิบ ให้ผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อเพิ่ม  คุณค่าให้แก่ข้อมูล มีองค์ประกอบคือ การรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบ การประมวลผล และการเผยแพร่สารสนเทศ

2.จงให้คำนิยามของสิ่งต่อไปนี้ พร้อมแสดงให้เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
ตอบ 1) ข้อมูล        = เป็นข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต้องผ่านการประมวลผลให้เป็นสารสนเทศก่อน
        2) สารสนเทศ = คือข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้ว ทำให้เราได้รับความรู้จากสารสนเทศนั้นๆ
        3) ความรู้        = สิ่งที่เราได้รับรู้แล้วเป็นประโยชน์จากสารสนเทศ

3.จงยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของ นร. ว่า ความรู้ช่วยในการตัดสินใจอย่างไร
ตอบ  เช่นในการทำงาน เราต้องใช้ความรู้ในการตัดสินใจว่า งานของเราน่าจะออกมาเป็นแบบนี้หรือแก้ไขอย่างไร

4.การเก็บรักษาข้อมูลและสารสนเทศมีวิธีการอย่างไร และเก็บไว้เพื่อประโยชน์อะไร
ตอบ เก็บโดยการสำเนาข้อมูลไว้และหมั่นตรวจสอบฐานข้อมูล เพื่อ รักษาข้อมูลที่เป็นประโยชน์

5.จากการเผยแพร่สารสนเทศมีวัตถุประสงค์อย่างไร และต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง
ตอบ เพื่อต้องการให้คนอื่นได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ต้องคำนึงเกี่ยวกับ การกำหนดวัตถุประสงค์ คำนึงถึงกลุ่มเป้าหมาย ต้องเลือกใช้สื่อและรูปแบบที่เหมาะสม และคำนึงถึงประเด็นทางกฎหมาย

6.จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เมื่อนักเรียนพบปัญหา ตามปกตินักเรียนจะหาคำตอบให้แก่ปัญหานั้นด้วยวิธีใดบ้าง จงบอกมา 3 วิธี พร้อมทั้งบอกว่าแต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียอย่างไร
ตอบ คิดด้วยตัวเอง - ทำให้เรามั่นใจในวิธีการของเรา แต่ อาจมีข้อบกพร่องเยอะ
         ช่วยคิดกับเพื่อน - ทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ อาจเกิดข้อโย้แย้งขึ้นได้
        ขอคำปรึษาจากอาจารย์ - ทำให้ได้วิธีการที่น่าจะเป็นไปได้และน่าเชื่อถือ บางทีอาจเป็นวิธีการที่ยากๆ

7.ปัญหาง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน จำเป็นต้องใช่วิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบหรือไม่ เพราะเหตุใด
ตอบ จำเป็นเพราะ บางทีปัญหาง่ายๆถ้าผิดพลาดไปอาจเกิดผมเสียหายมาก

8.การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบมีขั้นตอนและวิธีการอย่างไร จงอธิบาย และมีประโยชน์อย่างไร
ตอบ 1.วิเคราะปัญหา > หาแนวทางแก้ปัญหา > กำหนดรายละเอียดในการแก้ปัญหา > พิจารณาแนวทางแก้ปัญหา > พิจารณามาตรการแก้ปัญหาว่าเพียงพอหรือไม่ จึงทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีระบบ

9.จงยกตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการแก้ปัญหาที่นักเรียนได้พบเห็นมาโดยเล่าเรื่องราวพอสังเขปและวิจารณ์ว่าเป็นการแก้ปัญหาที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะเหตุใด
ตอบ เรื่องการซ่อมท่อน้ำทิ้ง โดยช่างวางแผนอย่างเป็นระบบแต่ ก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุจึงไม่เหมาะสม เพราะควรแก้ที่ต้นเหตุ

วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2556

เข้าค่ายลูกเสือของ ม.2 ทีค่าย ต.ช.ด. กองร้อย 343

การเข้าค่ายครั้งนี้ทำให้ผมรู้ว่า การเข้าค่ายลูกเสือนั้นทำให้เราได้ฝึกความอดทนอดกั้น และความเสียสละ ความพยายาม และได้ทำอาหารด้วย การเข้าค่ายลูกเสือครั้งนี้

วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

แก๊สโซลีน


น้ำมันเบนซิน ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา เรียกว่า แก๊สโซลีน ในประเทศเครือจักรภพอังกฤษเรียกว่า เพทรอล  เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับใช้กับเครื่องยนต์สันดาปภายใน ชนิดเบนซีน
แก๊สโซลีนได้มาจากการนำน้ำมันองค์ประกอบ ที่ได้จากจากกระบวนการกลั่นน้ำมัน นำมาผสมสารเพิ่มคุณภาพ และสารเติมแต่ง เช่น MTBE, เอทานอล และสีย้อม
การวัดคุณภาพของน้ำมันเบนซิน ใช้ค่าออกเทน ซึ่งในสมัยก่อนใช้วิธีเติมตะกั่วลงไปเพื่อปรับค่าออกเทน แต่ต่อมาได้วิจัยพบว่าเป็นอันตรายต่อระบบประสาทของมนุษย์ ปัจจุบันจึงได้ใช้สาร MTBE (Metyl Tertiary Butyl Ether) แทน และมีชื่อเรียกในประเทศไทยว่า น้ำมันไร้สารตะกั่ว
ในประเทศไทย เรียกน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดนี้ว่าเบนซิน (Benzin, Bensin) ตามอย่างประเทศแถบยุโรป เช่น สแกนดิเนเวีย เยอรมนี
น้ำมันเบนซิน (gasoline) ส่วนประกอบ paraffin, aromatic, olefins และ ส่วนผสมจากกระบวนการปรับปรุงคุณภาพ ได้แก่ - LSR - Catalytic reformat - Catalytic cracked gasoline - Thermally cracked gasoline - Hydro cracked gasoline - Alkylate - Polymerized gasoline - Isomerizes gasoline สารเติมแต่งที่สำหรับ gasoline - Antiknock compound ใส่เพื่อเพิ่มค่าออกเทน ซึ่งเมื่อก่อนจะใช้สารพวกตะกั่วแต่ปัจจุบันยกเลิกแล้ว จึงหันมาใช้พวก organo-manganese compound แทน - Anti- Oxidant ใส่เพื่อป้องกันการเกิดยางเหนียว - Oxygenates จะช่วยลดปริมาณคาร์บอนและช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำมัน นอกจากนั้นยังช่วยเพิ่มค่าออกเทน - Paint ใส่เพื่อช่วยแยกเกรดของน้ำมัน - Detergent และ Dispersant จะช่วยให้เครื่องยนต์สะอาด ซึ่งจะเป็นสารพอลิเมอร์ชนิดพิเศษ วัตถุ

วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2555

โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์

โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Topology of LAN)
  • เครือข่ายแบบบัส (Bus Topology)
  • จะทำงานเหมือนกับรถบัสโดยสารประจำทางคอยวิ่งรับส่งผู้โดยสารจากจุดหนึ่งๆ ไปยังจุดหมายปลายทาง ในเครือข่ายแบบบัส จะไม่มีเครื่องเซิร์ฟเวอร์ศูนย์กลายคอยควบคุมจัดการ ทุกเครื่องในเครือข่ายจะเชื่อมต่อเข้ากับช่องสื่อสารเส้นเดียวกัน อุปกรณ์สื่อสารทั้งหมดในเครือข่ายสามารถสื่อสารส่งข่าวสารอิเล็กทรอนิกส์ถึงกันได้โดยไม่จำเป็น ต้องมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์ศูนย์กลาง ถ้ามีบางข่าวสารชนกัน อุปกรณ์ตัวนั้นจะหยุดชั่วขณะแล้วพยายามส่งใหม่
    ข้อดี คือ สามารถจัดการได้ทั้งเครือข่ายแบบ client/server และแบบ peer-to-peer
    ข้อจำกัด คือ จำเป็นต้องใช้วงจรสื่อสารและซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยเพื่อหลีกเลี่ยงการชนกันของสัญญาณข้อมูล และถ้ามีอุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งเสียหาย อาจส่งผลให้ทั้งระบบหยุดทำงานได้
  • เครือข่ายแบบวงแหวน (Ring Topology)
  • คือ ไมโครโปรเซสเซอร์ทุกเครื่องจะสื่อสารกันถายในเครือข่ายผ่านสายสัญญาณที่มีลักษณะเป็นวงแหวน สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์จะถูกส่งวิ่งไป รอบวงแหวนจนกระทั่งไปถึงยังเครื่องปลายทางโดยไม่จำเป็นต้องมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์เป็นศูนย์กลาง โดยมีโทเคนซึ่งเป็นบิต แบบมีแบบแผนจะวิ่งไปรอบๆ วงแหวนทำหน้าที่พิจารณาว่าเครื่องใดในเครือข่ายจะ เป็นผู้ส่งสารสนเทศ
    ข้อดี ข่าวสารจะเคลื่อนที่เป็นลำดับไปในทิศทางเดียว ขจัดปัญหาการชนกันของสัญญาณ
    ข้อจำกัด ถ้าเครื่องใดเครื่องหนึ่งในเครือข่ายเสียหาย อาจทำให้ทั้งระบบหยุดทำงานได้
  • เครือข่ายแบบดาว (Star Topology)
  • คือ จะมีไมโครคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องศูนย์กลางแม่ข่าย ไมโครคอมพิวเตอร์ที่เหลือและอุปกรณ์สื่อสารอื่นๆ ทั้งหมดจะเชื่อมต่อไปยังเครื่องแม่ข่ายโดยมีฮับ (HUB) เป็นอุปกรณ์คอยจัดการรับส่งข่าวสารจากเครื่องหนึ่งๆไปสู่เครื่องอื่นๆ สายสื่อสารจะเชื่อมต่อจากไมโครคอมพิวเตอร์เข้าสู่ฮับแยกไปแต่ละเครื่อง สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์จะถูกส่งผ่านจากเครื่องหนึ่งผ่านฮับไปยังเครื่องปลายทาง ฮับจะคอยตรวจสอบลำดับการจราจรที่วิ่งไปมาในเครือข่าย
    ข้อดี ฮับจะทำหน้าที่คอยปกป้องการชนกันของข่าวสาร เมื่อเครื่องใดเครื่องหนึ่งเสียหาย ก็จะไม่มีผลกระทบต่อเครื่องอื่นๆทั้งระบบ
    ข้อจำกัด ถ้าฮับเสียหายจะทำให้ทั้งระบบต้องหยุดซะงัก และมีความสิ้นเปลืองสายสัญญาณมากกว่าแบบอื่นๆ
  • เครือข่ายแบบผสม (Hybrid Topology)
  • คือ เป็นเครือข่ายที่ผสมผสานกันทั้งแบบดาว,วงแหวน และบัส เช่น วิทยาเขตขนาดเล็กที่มีหลายอาคาร เครือข่ายของแต่ละอาคารอาจใช้แบบบัสเชื่อมต่อกับอาคารอื่นๆที่ใช้แบบดาว และแบบวงแหวน

  • เครือข่ายแบบFDDI (FDDI Topology)
  • คือ เครือข่ายความเร็วสูงรุ่นใหม่ Fiber Distributed Data Interface การเชื่อมต่อจะมีความเร็วประมาณ 100-200 เมกะบิตต่อวินาที เครือข่าย FDDI จะใช้สายใยแก้วนำแสงโดยแปลงจาก โทโปโลยีแบบวงแหวน เพียงแต่มีวงแหวน 2 วง นิยมใช้สำหรับงานด้านที่ต้องการเทคโนโลยีสูง เช่น วีดิทัศน์แบบดิจิทัล , กราฟิกความละเอียดสูง
    ข้อดี ความเร็วสูง มีเสถียรภาพ และความน่าเชื่อถือสูง เนื่องจากมีวงแหวน 2 วง ถ้าวงใดวงหนึ่งเสียหาย การสื่อสารยังสามารถดำเนินต่อไปได้ในวงแหวนที่เหลือ
    ข้อจำกัด ค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากใช้ใยแก้วนำแสง, อุปกรณ์และการจัดการเครือข่ายจะมีต้นทุนสูงกว่าโทโปโลยีอื่นๆ

    โครงงานบูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง เรื่อง เมี่ยงคำเมืองตาก



    ที่มาและความสำคัญ
                เนื่องจากเมี่ยงเต้าเจี้ยวเป็นอาหารพื้นเมือง ประจำจังหวัดตาก เราจึงให้ความสำคัญเกี่ยวกับเมี่ยงเต้าเจี้ยวโดยการ หาสูตรการทำเต้าเจี้ยว และ เมี่ยงเต้าเจี้ยว และหาความเป็น กรด-เบส ของเต้าเจี้ยว เพื่อความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ให้แก่คณะผู้ศึกษาและผู้อื่น

    วัตถุประสงค์
              1.เพื่อหาความเป็นกรด-เบสของเต้าเจี้ยว
                2.เพื่อศึกษาและค้นคว้าสูตรการทำเต้าเจี้ยว
                3.เพื่อศึกษาและค้นคว้าสูตรการทำเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตาก

    ประโยชน์ที่คาดว่าน่าจะได้รับ
                    1.ทำให้เราได้รู้ความเป็น กรด-เบส ของเต้าเจี้ยว
    2.ทำให้เรารู้สูตรการทำเต้าเจี้ยว
    3.ทำให้เรารู้สูตรการทำเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตาก
    สมมติฐานงานวิจัย
                1.ในการหมักเต้าเจี้ยวค่า pH จะลดลงวันละ 1

    ขอบเขตงานวิจัย
                พื้นที่ศึกษา   โรงเรียนตากพิทยาคม
    ช่วงเวลาที่ทำงานวิจัย  13 – 21 ธันวาคม 2555
    ตัวแปรที่ต้องศึกษา
                    ตัวแปรต้น            -ระยะเวลาในการหมักเต้าเจี้ยว
                    ตัวแปรตาม          -ความเป็น กรด-เบส ของเต้าเจี้ยว
                    ตัวแปรควบคุม    -ระยะเวลาในการหมัก-ทดสอบ เต้าเจี้ยว
    สิ่งที่ต้องการตรวจวัด
                ความเป็นกรด – เบส ของเต้าเจี้ยว โดยใช้กระดาษอินดิเคเตอร์ตรวจ
    วัสดุและอุปกรณ์          1.ถั่วเหลือง                                             2.แป้งสาลี
                                        3.หม้อ,เตาแก๊ส                                        4.กระด้ง
                                        5.ไห                                                      6.ผ้าขาวบาง
                                        7.เครื่องตรวจสอบค่า pH                            8.น้ำเกลือ
    วิธีการทดลอง
                1.ศึกษาสูตรการทำเต้าเจี้ยวโดย ศึกษาจากอินเตอร์เน็ท และสอบถามจากผู้รู้
                2.นำถั่วเหลืองมาต้มในน้ำร้อนประมาณ 3-4 ชม. แล้วนำไปผึ่งให้เย็น
                3.นำแป้งสาลีไปคั่วไฟ จนเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ
                4.นำเชื้อรา แป้งสาลี ถั่วเหลือง มาคั่วให้เข้ากัน แล้วนำไปใส่กระด้ง แล้วเอาผ้าขาวบางมาปิด หมักนาน 3-4 วัน
                5.เมื่อหมักเสร็จแล้วให้นำไปหมักไว้ในไหต่อ แล้วเติมน้ำเกลือลงไปพอท่วมถั่วเหลือง หมักประมาณ 45 วัน
                6.นำเต้าเจี้ยวที่ได้ไป ทดสอบความเป็นกรด-เบส โดยใช้เครื่องตรวจค่า pH วัดวันละ 1 ครั้ง
                7.ศึกษาสูตรการทำเต้าเจี้ยวเมืองตาก
    แผนการดำเนินงาน
    วัน / เดือน / ปี
    ลำดับขั้นตอน

             13 ธันวาคม 2555
    เริ่มศึกษาหัวข้อที่ได้รับจากครูประจำวิชา
         14-15 ธันวาคม 2555
    ค้นคว้าหาข้อมูลอย่างละเอียด และรวบรวมข้อมูลทั้งหมด
             16 ธันวาคม 2555
    วางแผนปฏิบัติงาน

         17-20 ธันวาคม 2555
    ดำเนินการตามแผนปฏิบัติงาน
    -ทดลองและบันทึกผล
    -จัดทำรูปเล่มรายงาน
             21 ธันวาคม 2555
    รวบรวม และ ตรวจสอบโครงงาน


    รูปเมี่ยงเต้าเจี้ยวที่ได้ทำ







    สิ่งที่ได้รับจากการสืบค้น
    1.เราได้ทราบวิธีการผลิตเต้าเจี้ยว และ สูตรเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตากแล้ว
    ผลค่า pH ของเต้าเจี้ยวในการหมักแต่ละวัน

    ครั้งที่
    ค่าความเป็นกรด – เบส
    1
    5
    2
    4
    3
    5
     
    ผลที่ได้จึงไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้


    สรุปผลและข้อเสนอแนะ
    สรุป
              การวิจัยนี้ทำให้เรารู้จักกับทำเต้าเจี้ยว และ สูตรเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตาก และทำให้เรารู้ว่า ค่าความเป็น กรด-เบส ของเต้าเจี้ยวนั้น เป็นกรด แต่มีค่าไม่แน่นอน
    ปัญหาในการจัดทำโครงงาน
                ในการทำเต้าเจี้ยวและตรวจค่า pH นั้นใช้งบประมาณเยอะมาก
    ข้อเสนอแนะ
    1.ค่า pH ของเต้าเจี้ยวนั้นควรหาค่าที่แน่นอนให้ได้

    วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555

    ประโยชน์ของพริก

    พริก...ช่วยบรรเทาอาการไข้หวัด ช่วยให้ระบบการหายใจสะดวกสบายยิ่งขึ้น สารแคปไซซินที่อยู่ในพริกมีคุณสมบัติช่วยลดน้ำมูกหรือลดปริมาณสารที่ขัดขวางระบบการหายใจ ในผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด ไซนัส หรือโรคภูมิแพ้ต่างๆ ช่วยบรรเทาอาการไอ สารแคปไซซินเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของตัวยาหลายๆ ชนิด นอกจากนั้นสารเบตาแคโรทีนในพริกช่วยป้องกันการติดเชื้อต่างๆ ในบริเวณเนื้อเยื่อบุผนังช่องปาก จมูก ลำคอ และปอด พริก...ช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือด หรือการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองอุดตัน การบริโภคพริกเป็นประจำจะช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากการอุดตันของเส้นเลือด นับเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว เนื่องจากพริกช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้นและช่วยลดความดัน เพราะว่าในพริกมีสารจำพวกเบตาแคโรทีนและวิตามินซี ซึ่งช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรงเพิ่มการยืดตัวของผนังหลอดเลือด ทำให้ปรับตัวเข้ากับแรงดันระดับต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น พริก...ช่วยลดปริมาณสารคอเลสเตอรอล สารแคปไซซินช่วยป้องกันมิให้ตับสร้างคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-Low density lipoprotein) ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้มีการสร้างคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-high density lipoprotein) มากขึ้น ทำให้ปริมาณของไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดต่ำลง เป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค พริก...ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง เนื่องจากพริกเป็นพืชผักที่มีวิตามินซีสูง การบริโภคอาหารที่มีวิตามินซีมากๆ จะช่วยปกป้องการเกิดโรคมะเร็งได้ วิตามินซียับยั้งการสร้างไนโตรซามีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร วิตามินซีช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นส่วนประกอบของกระดูกอ่อน รวมถึงเป็นส่วนประกอบของผิวหนัง กล้ามเนื้อและปอด คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่สามารถหยุดกแพร่กระจายของเซลล์เนื้อร้ายได้ นอกจากนี้ วิตามินซียังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) คือสามารถยุติหรือขัดขวางบทบาทของอนุมูลอิสระ (free radicals) ที่จะก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์จนเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด สารเบตาแคโรทีนในพริกช่วยลดอัตราการเสี่ยงของโรคมะเร็งในปอด และในช่องปาก คนที่รับประทานผักที่มีสารเบตาแคโรทีนน้อย จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งมากกว่าคนที่รับประทานผักที่มีเบตาแคโรทีนสูงถึง 7 เท่า คุณสมบัติของสารเบตาแคโรทีนจะช่วยลดอัตราการกลายพันธุ์ของเซลล์และทำลายเซลล์มะเร็ง สำหรับพริกบางชนิดที่มีสีม่วงจะมีสารพวกแอนโทไซยานิน ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ คือ สามารถทำลายอนุมูลอิสระได้เช่นกัน พริก...ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด เช่น ลดอาการปวดฟัน บรรเทาอาการเจ็บคอ และการอักเสบของผิวหนัง เป็นต้น ในปัจจุบันมีการใช้สารแคปไซซินเป็นส่วนประกอบของขี้ผึ้ง ใช้บรรเทาอาการปวดอันเนื่องมาจากผดผื่นคันและอาการผื่นแดงบริเวณผิวหนัง รวมทั้งอาการปวดที่เกิดจากเส้นเอ็น โรคเกาต์ หรือโรคข้อต่ออักเสบ เป็นต้น นอกจากนี้ผลการทดลองใหม่ๆยังบ่งชี้ว่าสารแคปไซซินช่วยลดอาการปวดศีรษะและไมเกรนลงได้พริก...ช่วยเสริมสร้างสุขภาพและอารมณ์ดี เนื่องจากสารแคปไซซินมีส่วนในการส่งสัญญาณให้ต่อมใต้สมองสร้างสาร เอนดอร์ฟิน (endorphin มาจากคำว่า endogenous morphine) ขึ้น สารเอนดอร์ฟินเป็นเปปไทด์ขนาดเล็ก (โปรตีนสายสั้นๆ) มีคุณสมบัติคล้ายมอร์ฟีน คือ บรรเทาอาการเจ็บปวด ในขณะเดียวกันก็สร้างอารมณ์ให้ดีขึ้น ยิ่งรับประทานเข้าไปมากเท่าใด ร่างกายก็จะสร้างเอนดอร์ฟินขึ้นมามากขึ้นเท่านั้น ปกติร่างกายของคนเราจะสร้างสารเอนดอร์ฟินขึ้นภายหลังการออกกำลังกาย ดังนั้นการออกกำลังกายแม้จะทำให้ร่างกายเมื่อยล้า แต่ผู้ออกลังกายจะรู้สึกสดชื่นแจ่มใส ถ้าต้องการบรรเทาความเผ็ดของอาหารในปากควรดื่มแอลกอฮอล์ หรือรับประทานอาหารที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบมากกว่าการดื่มน้ำ เพราะการดื่มน้ำมีผลเพียงช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนได้เท่านั้น แต่ความเผ็ดก็ยังไม่ได้ลดลง เนื่องจากว่า น้ำ ละลายสารดังกล่าวได้ไม่ดี...นั่นเอง Tips เกณฑ์วัดระดับความเผ็ดร้อนสากลของพริกหรือผักผลไม้ที่มีสารแคปไซซินซึ่งให้ความเผ็ดร้อนนี้เรียกว่า สโกวิลล์ (Seoville) เป็นคำที่ตั้งขึ้นตามชื่อของผู้คิดค้นวิธีการวัดระดับนี้ ซึ่งก็คือ วิลเบอร์ ลินคอร์น สโกวิลล์ นักเคมีชาวอเมริกัน โดยเขาได้คิดค้นระดับวัดความเผ็ดนี้ขึ้นในปี ค.ศ. 1912 ขณะทำงานอยู่ที่บริษัทผลิตยา พาร์ก เดวิส เพื่อวัดความฉุนหรือความเผ็ดร้อนของพริกต่างชนิดกัน สำหรับความเผ็ดที่วัดได้จากพริกขี้หนูสวนบ้านเรานั้นจะอยู่ที่ 50,000-100,000 สโกวิลล์ ในขณะที่สารแคปไซซินบริสุทธิ์นั้นมีค่าประมาณ 15,000,000-16,000,000 สโกวิลล์ ส่วนพริกที่ได้รับการบันทึกลงในกินเนสส์บุ๊กว่าเผ็ดที่สุดในโลกก็คือ พริกฮาบาเนโร จากเรด ซาบีนา วัดค่าได้ถึง 350,000-577,000 สโกวิลล์...เลยทีเดียว